การเตรียมตัวสำหรับวางยาสลบในการดูดไขมัน

การดูดไขมัน ในยุคปัจจุบันนี้เจ็บน้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ก้าวหน้า เครื่องมือและเทคนิคการดูดไขมันจึงมีการพัฒนาอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเจ็บน้อยลงแต่บางคนก็ยังรู้สึกกลัวและกังวลในเรื่องความเจ็บปวดอยู่ดังนั้นจึงมีการวางยาสลบไว้เป็นทางเลือกนั่นเอง สำหรับคนที่ ตัดสินใจใช้วิธีวางยาสลบในการดูดไขมันคงสงสัยว่าควรจะต้องเตรียมตัวอย่างไร มาดูกันค่ะ

1.แจ้งอาการแพ้ โดยต้องแจ้ง สิ่งที่แพ้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสารเคมี อาหาร ยารักษาโรคฯลฯ รวมไปถึงปัญหาสุขภาพด้วย เพื่อที่แพทย์จะได้วางแผนการรักษาได้อย่างรัดกุมและปลอดภัยมากที่สุด

2.งดน้ำและอาหาร ต้องงดอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการดูดไขมัน เพื่อป้องกันการสำลักในขณะที่คนไข้ยังสลบอยู่ เพราะหากสำลักจริง จะเป็นอันตรายอย่างมาก แต่ถ้าหากคนไข้ทานไปแล้ว จะต้องแจ้งทีมแพทย์เพื่อวางแผนเวลาการดูดไขมันใหม่อีกครั้ง

3.ตัดเล็บสั้นและไม่ทาสีเล็บ เพื่อประโยชน์ในการวัดค่าออกซิเจนและค่าความเข้มข้นของเลือดในร่างกาย

4.งดแต่งหน้าและสวมใส่เครื่องประดับ การแต่งหน้านั้นเป็นอุปสรรคต่อการสังเกตความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ส่วนเครื่องประดับก็เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการสูญหายด้วย นอกจากนี้คอลแทคเลนส์และฟันปลอมก็ต้องถอดออกเช่นเดียวกัน

5.แจ้งอาการเจ็บป่วย การเจ็บป่วยบางชนิดแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ถ้ามองข้ามไปก็อาจเป็นอันตรายในการดูดไขมันได้เช่นเดียวกัน เช่น ฟันโยก มีเสมหะ มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ หรือเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นๆในระบบทางเดินอาหาร ดังนั้นอย่าลืมแจ้งแพทย์ก่อนเข้ารับบริการด้วย

6.พักผ่อนให้เพียงพอ ในคืนก่อนดูดไขมันก็ต้องนอนหลับพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมงเพื่อลดโอกาสในการเกิดผลข้างเคียง ถ้าหากนอนน้อยเกินไปอาจทำให้เมายาสลบได้ง่ายขึ้นหรือเมานานกว่าปกติได้

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับยาสลบในการดูดไขมันนั้นทำได้ไม่ยากเพราะอันที่จริงแล้วก็คล้ายกับการเข้ารับการผ่าตัดทั่วไป เพียงแต่คนไข้บางรายอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กจึงอาจประมาทในการเตรียมตัวได้ หากขาดการเตรียมตัวที่ดีไม่ว่าจะการดูดไขมันหรือการทำศัลยกรรมประเภทอื่น จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงมากยิ่งขึ้น สำหรับสาวๆท่านใดที่กำลังตัดสินใจดูดไขมัน อิสสวีร์คลินิก เราบริการดูดไขมันให้กับสาวๆ ไม่ว่าจะเป็นดูดไขมันต้นขา ดูดไขมันหน้าท้อง ดูดเหนียง ที่นี่มีบริการให้ครบ มั่นใจได้ในความปลอดภัย ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการดูดไขมันมามากกว่า 3,000 เคส สาวๆท่านใดสนใจสามารถดูรีวิวการดูดไขมันหรือเข้ามารับคำปรึกษากันก่อนได้เลยค่ะ

รู้รอบด้านกับเรื่องครอบฟันเสริมสร้างความมั่นใจ

หากเรามีฟันแตก ฟันผุ ฟันหัก การครอบฟัน นับเป็นวิธีที่ทำให้ฟันสวยและเป็นธรรมชาติมากที่สุด โดยปกติแล้วธรรมชาติของเราถ้าหากมีการเกิดสูญเสียโครงสร้างตัวฟันบางอย่าง เราสามารถทำการอุดฟันได้ แต่การอุดฟันนั้นจะก็มีข้อจำกัด คือเราจะต้องมีเนื้อฟันมากระดับหนึ่งพอที่จะโอบวัสดุ ซึ่งถ้าเราเสียโครงสร้างของฟันมากเกินไปนั้น เราจะต้องเลือกทำครอบฟันแทน

วัสดุในการครอบฟัน
วัสดุในการทำครอบฟันก็จะมีหลายแบบทั้งใช้วัสดุโลหะหรือไม่ก็เซรามิค โดยที่จะเลือกวัสดุอะไรนั้นเราจะต้องดูอายุในการใช้งาน ลักษณะการใช้งาน และดูว่าเราเสียโครงสร้างฟันไปแค่ไหน แต่วัสดุที่ใช้การครอบฟันนั้นมีความแข็งแรงทนทาน เพราะสามารถใช้งานได้นานกว่า 10 ปีเลย

วิธีการครอบฟันในแบบที่เข้าใจง่าย
ส่วนวิธีครอบฟัน คือ เราจะต้องทำการพิมพ์ฟันไว้ก่อน เพื่อที่ทางแพทย์จะได้นำรูปแบบของฟันไปทำวัสดุที่เหมาะสม โดยระหว่างนั้นทางคุณหมอก็จะใช้ที่ครอบฟันแบบชั่วคราวให้ก่อน เมื่อตัวครอบฟันมาก็จะนำของชั่วคราวออก และใส่ตัวที่พิมพ์ออกมาให้กับผู้ที่เข้ารับการรักษา

วิธีการดูแลหลังทำการครอบฟันแล้ว
• เริ่มต้นจากการดูแลแบบง่าย ๆ เพื่อให้ใช้งานได้นานที่สุด และไม่ส่งผลกระทบในแง่ร้ายกับกระดูกฟัน ทุกวันระหว่างแปรงฟัน เราจะต้องใช้ไหมขัดฟัน แปรงสีฟันขนาดเล็กขัดตามร่องเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ในส่วนรอบต่อระหว่างตัวครอบฟันกับฟันจริงที่เรามีอยู่จะต้องใช้แปรงขัดฟันขัดบริเวณนั้นให้สะอาด

• การดูแลที่ครอบฟันนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากไม่ทำจะส่งผลในแง่ร้ายที่ว่า ตัวอาหารที่เรากินอาจติดอยู่บริเวณนั้น จนทำให้เกิดจุลินทรีย์ในช่องฟัน เจ้าตัวจุลินทรีย์เหล่านี้ก็จะสร้างกรดขึ้นมา จนกัดกร่อนกระดูกฟันเกิดการเสียหาย ซึ่งนับว่าจะทำให้ยุ่งยากมากกว่าเดิม

ปัญหาสุขภาพฟันเป็นเรื่องที่เราไม่ควรละเลย หรือปล่อยทิ้งไว้นานๆเพราะอาจจะทำให้เราสูญเสียฟันของเราก่อนระยะเวลาอันควร แต่ถ้าถึงขั้นที่จะต้องครอบฟันก็อย่าได้ลังเลที่จะทำ ทางที่ดีไปปรึกษาทัตนแพทย์ก่อนเพื่อรับการรักษาที่ดีที่สุด แล้วคุณจะกลับมามีฟันที่สวย สามารถยิ้มได้อย่างมั่นใจ และเคี้ยวอาหารแบบไม่ต้องกังวล

การครอบฟันสามารถช่วยแก้ปัญหาความผิดปกติแก้ปัญหาเกี่ยวฟันให้กับมาเป็นฟันธรรมชาติได้อีกครั้ง ท่านใดที่กำลังสนใจวิธีการรักษาครอบฟัน เราขอแนะนำ ศูนย์ทันตกรรมเพื่อความงาม PMDC ผู้เชี่ยวชาญทางการรักษาครอบฟันโดยเฉพาะ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://www.pmdc-dental.com/th/ข่าวทันตกรรม/ครอบฟันคืออะไร-ทำได้ในกรณีไหนบ้าง

ดูดไขมันหมอลูกหนู เห็นผลอย่างไรมาดูกัน

ปัจจุบันมีนวัตกรรมใหม่ ที่จะช่วยให้สาว ๆ ที่มีปัญหาหุ่นไม่กระชับ มีไขมันส่วนเกิน หรือหุ่นไม่ได้สัดส่วน สามารถเนรมิตหุ่นให้กับมาสวยมั่นใจดังเช่นเดิมได้อย่างง่ายดาย ด้วยการ ดูดไขมันหมอลูกหนู มีผลลัพธ์หลังทำอย่างไร ทำไมถึงได้รับความนิยม เรามาดูกัน

ผลลัพธ์หลังการ ดูดไขมันหมอลูกหนู ผลเป็นอย่างไร

สำหรับ หมอลูกหนูดูดไขมัน เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยให้สาว ๆ ที่ไม่มั่นใจในหุ่นให้กับมาสวยกระชับ มั่นใจมากกว่าเดิม แต่หลาย ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนอาจจะสงสัยว่าการดูดไขมัน มีผลลัพธ์อย่างไร มีผลข้างเคียงหรือไม่ มาดูกัน

  1. ได้หุ่นสวยเร็วทันใจ

การดูดไขมันเป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์สาว ๆ หลายคนได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถทำให้หุ้นที่มีไขมันส่วนเกิน หุ่นไม่กระชับ ไม่ได้สัดส่วน กับมาสวยได้รูปด้วยเวลาอันรวนเร็วเห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องกินยาลดน้ำหนัก หรือออกกำลังการอย่างหนักดังเช่นแต่ก่อน

  1. แผลหลังดูดเล็กเป็นอย่างมาก

ดูดไขมันหมอลูกหนู สร้างรอยแผลให้กับผู้ดูดน้อยมากจนแทบจะไม่เห็นแผลหลังจากดูดเสร็จเลยก็ว่าได้ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่า หลังจากดูดไขมันเสร็จจะไม่สร้างบาดแผลให้คุณได้รำคาญใจอย่างแน่นอน

  1. ผิวกระชับได้สัดส่วน

ในการดูดไขมัน เห็นผลได้อย่างชัดเจนหลังจากทำการดูดไขมันเสร็จ และคุณก็ไม่ต้องกับวนว่าหลังจากดูดเสร็จผิวจะย้วย หย่อนคล้อย เป็นผิวส้มอย่างที่หลาย ๆ คนกลัวกัน เพราะผลลัพธ์ที่ได้เห็นผลดีเกินคาดอย่างแน่นอน

  1. ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น

หลังจากทำการดูดไขมันเสร็จแล้ว คุณสามารถกลับบ้านได้ทันที โดยที่ไม่ต้องพักฟื้น แถมคุณยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งไม่มีผลข้างเคียงหลังจากการทำ จะมีก็เพียงการระบมเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

การดูดไขมันหมอลูกหนู ที่ Marvelous Clinic เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สาว ๆ หลาย ๆ คนต่างเลือกที่จะทำ เพราะได้ผลดี และไม่มีผลข้างเคียงหลังจากดูดไขมันเสร็จ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สามารถตอบโจทย์ให้กับสาว ๆ ได้เป็นอย่างดี แถมเห็นผลไว ทำให้การ หมอลูกหนูดูดไขมัน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

อยากหน้าอกสวย เลือกซิลิโคนแบบไหนดีนะ

สาว ๆ ทั้งสาวโดยเพศกำเนิด และเพศวิถีที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่กำลังเตรียมตัวศัลยกรรมหน้าอกใช่มั้ยคะ และหลาย ๆ คนอาจจะกำลัวมีปัญหาในการตัดสินใจเลือกขนาด และรูปแบบของสิลิโคน เพราะแต่ละที่ก็ให้ข้อมูลไม่เหมือนกัน หรือบางทีอ่านรีวิวมา ก็ไม่น่าเชื่อถือนัก เรามีข้อมูลมาให้สาว ๆ ได้ใช้เป็นตัวเลือกในการตัดสินใจในการศัลยกรรมหน้าอกกันค่ะ

สำหรับซิลิโคนที่เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้มีอยู่สามแบบด้วยกัน คือซิลิโคนผิวเรียบ ซิลิโคนผิวทราย และซิลิโคนผิวเรียบกึ่งทราย ซึ่งซิลิโคนทั้งสามแบบนี้มีคุณสมบัติเด่นที่แตกต่างกัน

แบบที่ 1 ซิลิโคนผิวเรียบ เป็นซิลิโคนที่นิยมใช้กันมาก สำหรับการศัลยกรรมหน้าอกด้วยซิลิโคนผิวเรียบนั้นคนไข้จะต้องหมั่นนวดหน้าอกหลังจากทำศัลยกรรมหน้าอกไปแล้ว เพื่อป้องกันการเกิดพังผืด

แบบที่ 2 ซิลิโคนผิวทราย เป็นซิลิโคนที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดปัญหาการเลื่อนของซิลิโคน ป้องกันหน้าอกเสียรูปทรงเมื่อระยะเวลาผ่านไปนาน ๆ  แต่คนไข้มักไม่มั่นใจเพราะคิดว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านม แต่ไม่มีงานวิจัยใดรองรับสมมติฐานนี้ คนไข้จึงมั่นใจได้หากเลือกศัลยกรรมหน้าอกด้วยซิลโคนผิวทราย

แบบที่ 3 ซิลิโคนผิวเรียบกึ่งทราย ซิลิโคนชนิดนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างสองแบบแรก ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมผิวสัมผัสระหว่างหน้าอกกับสิลิโคน ป้องกันการเกิดพังผืด หรือหน้าอกเสียรูปทรง และลดความกังวลของคนไข้ที่กลัวว่าซิลิโคนจะทำให้เป็นมะเร็งเต้านมด้วย

นอกจากพื้นผิวของซิลิโคนแล้วก็ยังมีรูปทรงของซิลิโคนที่คนไข้ต้องตัดสินใจเลือกก่อนทำศัลยกรรมหน้าอก มีให้เลือกสองแบบด้วยกันคือทรงกลม และทรงหยดน้ำ

ซิลิโคนทรงกลมเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมหน้าอกให้ดูเต็ม เนินอกสูง สวย

ซิลิโคนทรงหยดน้ำ เหมาะสำหรับคนไข้ที่ต้องการให้หน้าอกดูคล้อยสวยเป็นธรรมชาติ และอีกส่วนที่สำคัญก็คือขนาดของซิลิโคนที่คนไข้ต้องการด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกแบบของซิลิโคน รวมถึงขนาดที่จะใส่เข้าไปในหน้าอกของเรา คนไข้จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ และตัดสินใจร่วมกับแพทย์ เพื่อให้ได้ผลของการศัลยกรรมหน้าอกที่สวย และปลอดภัย

หากใครที่สนใจกำลังมองหาคลินิกเพื่อเสริมหน้าอก เราขอแนะนำ Nida Esth ผู้เชี่ยวชาญในการศัลยกรรมหน้าอกด้วยเทคนิค Ultimate breast 360 ที่เป็นการทำหน้าอกที่ให้ความสวยงามล้ำธรรมชาติที่มากกว่าเดิม ด้วยเทคนิคการเสริมหน้าอกที่รวมความเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งความงาม และศิลป์แห่งการออกแบบในนระดับ Premium เข้าไว้ด้วยกัน

This is why you should have a Hair Transplant in Thailand

Are you looking into the prospects of getting a hair transplant?

Don’t worry, you’re not alone. According to the International Society of Hair Restoration Surgery, men are now losing hair at an alarming rate. Since 2014, procedures such as hair transplants have increased by 60 percent.

If you’re thinking of getting the procedure, we hate to tell you that it can be extremely heavy on the pocket. But, fret not! Pack up those bags and ready those tickets because, you can get a hair transplant in Thailand for much cheaper!

Why Get a Hair Transplant in Thailand?

For starters, and perhaps the biggest reason, would be that Thailand is renowned as center of excellence for medical tourism. Owing to its worldwide reputation, there are very few other places you can turn to for the procedure. The facilities available in Thailand, as well as the quality of care, is outstanding.

Thailand also boasts a large number of qualified surgeons, with certification and membership at the International Society of Hair Restoration Surgeons, which is one of the most prestigious international organizations for the profession.

Whatever procedure you’re seeking to receive, for sure it will be available in Thailand. The professionalism, quality, and results that you receive will be no less than what patients in Europe, America, or Australia enjoy. On top of that, you can also find procedures in Thailand that are rarely performed anywhere else, like beard transplants.

How Much Does a Hair Transplant in Thailand Cost?

The price of a hair transplant is affected by many factors including:

  • the kind of procedure you require,
  • the number of sessions required, and
  • the number of grafts required.

Nevertheless, hair transplants in Thailand cost start at $900, whereas in the US the cost starts at $6000, in Australia, it starts at $4000, and in Europe, it can range from $4000-$15000.

If you are looking for Hair transplant service in Thailand please visit nidaskincosmetic.com

รวบรวม 3 ศูนย์เลสิกดวงตาที่กำลังมาแรงในปี 2563

สืบเนื่องจากปัจจุบันปัญหาดวงตาได้ตีแผ่เป็นวงกว้างไม่ว่าจะวัยทำงาน นักเรียน นักศึกษา หรือผู้สูงวัยสามารถเกิดปัญหาความผิดปกติของดวงตาได้ ยิ่งในวัยรุ่นอนาคตต้องประกอบอาชีพและบางอาชีพจำเป็นต้องมีข้อกำจัดทางสายตา ดังนั้นหากเกิดปัญหาสายตาผิดปกติที่ต้องการรักษาอย่างถาวร “การทำเลสิก” ถือว่าช่วยได้ในระยะยาว แต่รายละเอียดในการรักษาดังกล่าวต้องให้แพทย์เฉพาะทางเป็นผู้ประเมิน ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะทําเลสิคที่ไหนดี บทความนี้จึงได้รวบรวม 5 ศูนย์เลสิคที่ดีที่สุดในปี 2563 ดังนี้

  1. Laser Vision

เป็นศูนย์เลสิกที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในตอนนี้เลย พร้อมทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการรักษากว่า 19 ปี ในการรักษาของ Laser Vision ประกอบด้วย 2 รูปแบบ ซึ่งแต่ละวิธีนั้นรักษาดวงตาที่ผิดปกติได้อย่างถาวรและแผลมีขนดเล็ก การรักษาแพทย์จะพิจารณารูปแบบการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละคนเพื่อผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจของผู้เข้ารับการรักษา เลเซอร์ วิชั่น ตั้งอยู่ในจังหวัดกรุงเทพ ฯ ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลประหยัดมากเมื่อเทียบกับคุณภาพดวงตาที่ดี

  1. Advanced Lasik Center

ศูนย์เลสิกดวงตาที่มีชื่อไทยว่า “โรงพยาบาลวิภาวดี” หลายคนที่อ่านคงคุ้นหูกันดีเพราะศูนย์เลสิคดวงตาแห่งนี้ได้รับความนิยมจากเหล่าดาราเข้ารับการรักษากันเป็นจำนวนมาก ด้วยประสบการณ์รักษากว่า 10 ปีจึงถือว่ามีความเชี่ยวชาญในหลายระดับ Advanced Lasik Center ตั้งอยู่กรุงเทพ ฯ เช่นกัน ค่ารักษาพยาบาลอยู่ที่ 50,000 ถึง 60,000 บาท

  1. Bangkok Hospital Lasik Center

เป็นศูนย์เลสิคดวงตาที่ขึ้นชื่อเรื่อง “เครื่องมือทันสมัย” มากและยังได้รับความไว้วางใจจากประชาชนคนไทยรวมถึงชาวต่างชาติเข้ารับการรักษากันมากมาย ประสบการณ์ในการรักษามากกว่า 10 ปี ที่สำคัญคือแพทย์จะติดตามผลตลอดจนจบการรักษา Bangkok Hospital Lasik Center ตั้งอยู่ในจังหวัดกรุงเทพ ฯ ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลคือไม่เกิน 100,000 บาท

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าจะทําเลสิกที่ไหนดี คงได้คำตอบกันไปแล้ว โดยในแต่ละศูนย์เลสิกดวงตาที่กล่าวมาข้างต้นในแต่ละแหล่งจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ทว่าผู้เข้ารับการรักษาต้องศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนและเลือกศูนย์เลสิคดวงตาที่ผู้เข้ารับการรักษาพึงพอใจไม่ควรฟื้นเข้ารับการรักษาในศูนย์เลสิกดวงตาที่บริการไม่ประทับใจ เนื่องจากค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและความปลอดภัย ความสบายใจของผู้เข้ารับการรักษาถือว่าเป็นที่สุด

5 วิธีลดปัญหาหน้าท้องลายคุณแม่ตั้งครรภ์

ปัญหาหน้าท้องลาย เป็นสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องเจอ เรามักได้ยินเสมอว่าคนท้องหน้าท้องจะขยายเร็วจนเกิดรอยแตกลาย ดังนั้นเป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องทำใจและรับมือกับปัญหานี้ วันนี้เรามีวิธีลดหน้าท้องลายมาฝากคุณแม่กันค่ะ

• นวดด้วยน้ำมัน
การนวดด้วยน้ำมันบริเวณหน้าท้อง สะโพก หน้าอก จะช่วยลดอาการแตกลายได้ เป็นการนวดเบาๆ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด น้ำมันจะช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างการนวดและเสริมวิตามินเพื่อให้ผิวซ่อมแซมตัวเอง เทน้ำมันลงบนฝ่ามือและนวดเบาๆ บริเวณหน้าท้องเป็นเวลา 2 นาที ทาได้เป็นประจำตามที่ต้องการ นวดจนน้ำมันซึมลงสู่ผิว

• ใช้ครีมทาท้องลายแก้ปัญหาเฉพาะจุด
ครีมทาท้องลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดรอยแตกลายโดยเฉพาะ เป็นวิธีที่คุณแม่ควรเลือกใช้และเหมาะสมกับคุณแมตั้งครรภ์หรือหลังคลอดมากที่สุด ส่วนผสมของครีมกันท้องลายจะซึมซาบลงสู่ผิวได้ดีกว่าครีมประเภททั่วไปที่ให้ความชุ่มชื้นเพียงเท่านั้น ทาเป็นประจำทั้งเช้า-เย็นเพื่อช่วยลดรอยแตกลาย

• ดื่มน้ำให้มากๆ
การดื่มน้ำให้มากๆ จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและมีสุขภาพผิวที่ดี ถ้าผิวของเราได้รับน้ำอย่างเพียงพอ มันก็จะทำงานได้อย่างเหมาะสมและซ่อมแซมตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 8 แก้วต่อวันเพื่อผิวสุขภาพดีของคุณแม่

• รักษาผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ
ถึงแม้ว่าครีมบำรุงผิวจะสามารถทำให้ผิวชุ่มชื้นและเรียบเนียนขึ้นได้ เป็นการบำรุงผิวชั้นนอกช่วยให้ความยืดหยุ่นของผิว และยังช่วยลดรอยแตกลายได้อีกด้วย ในการเลือกครีมบำรุงผิวสำหรับคุณแม่นั้นต้องเลือกอย่างระมัดระวัง ครีมบางชนิดอาจมีส่วนผสมแทรกซึมลงไปสู่ผิวหรือนมแม่ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีการยืนยันว่าเป็นอันตรายต่อเด็กหรือไม่ แต่ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงครีมที่มีสารเคมีหรือแอลกอฮอล์ก็จะดีกว่า

• ออกกำลังกายเพื่อกระชับกล้ามเนื้อ
การออกกำลังกายก็เป็นวิธีผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี การเดินเบาๆ หรือเล่นโยคะก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณสะโพก ต้นขา หน้าท้อง แข็งแรงขึ้นได้ เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นรอยแตกลายก็จะทำให้หายเร็วขึ้น แข็งแรงและค่อยๆจางลง

หากคุณแม่ท่านใดที่กำลังมองหาครีมทาผิวสำหรับคนท้อง เราขอแนะนำ Zeblanc ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ คิดค้นโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ปลอดภัยและไม่มีสารระคายเคือง สามารถเข้าไปดูรายละเอียดครีมทาท้องลายได้ที่ >> https://www.zeblanc.com/product/ครีมทาท้องลาย-ทาป้องกันผิวแตกลาย-ครีมสำหรับคนท้อง

ลดต้นแขนให้เรียวกระชับ แบบฉบับไม่ต้องออกกำลังกายเยอะ

เบื่อไหมที่ต้องเจอกับปัญหาต้นแขนใหญ่ ไขมันสะสมที่ต้นแขน ใส่เสื้อผ้าอะไรก็ดูไม่มั่นใจ ลองใช้วิธีออกกำลังต้นแขนแบบไม่ต้องกำลังเยอะดูสิค่ะ เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายๆประหยัดเวลาไม่ต้องไปเข้ายิม ลองทำตามวิธีนี้เหล่านี้ดูนะคะ เพื่อต้นแขนที่เรียวสวยของสาวๆ

1.กระโดดเชือก การกระโดดเชือกไม่เพียงช่วยกำจัดเนื้อย้อยๆ บริเวณต้นแขนของเราเท่านั้น แต่ยังช่วยสลายไขมันส่วนอื่นของร่างกายด้วย โดยการกระโดดเชือกจะช่วยให้กล้ามเนื้อช่วงแขนได้ทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการกระโดดอย่างต่อเนื่อง จะทำให้แขนเราได้หมุนเป็นวงกลม ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อต้นแขนกระชับขึ้นได้ง่ายๆ เลย

2.เล่นโยคะ โยคะไม่เพียงแต่ช่วยคลายกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่โยคะเปลี่ยนต้นแขนที่ห้อย ให้เป็นต้นแขนที่ตึงเป๊ะ ลองมาทำท่าโยคะที่ใช้เวลาเพียง 5 นาทีเหล่านี้ทุกวันกันดูค่ะ รับรองว่านอกจากปราศจากอาการปวดเมื่อยจากออฟฟิศซินโดรมแล้ว ยังได้แขนเรียวๆ เป็นของแถมอีกด้วย

3.การโหนบาร์ สามารถทำได้ทั้งที่บ้านและนอกบ้านเลย ไม่จำเป็นต้องโหนบาร์ที่ยิมเพีนงเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบาร์เหล็กที่ไหนก็โหนได้ แต่ต้องเลือกบาร์ที่มีความแข็งแรงมากพอ การโหนบาร์จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อต้นแขนได้เป็นอย่างดี และถ้ายิ่งสาวๆ สามารถโหนขึ้นและค้างไว้ได้นานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยกำจัดต้นแขนย้อยๆ ออกไปได้มากขึ้นเท่านั้น

4.การยกตัวด้วยแขนเดียว ท่าออกกำลังกายนี้จะคล้ายๆกับการซิทอัพด้วยแขนเดียว แต่จะปล่อยให้ช่วงเข่าวางแนบกับพื้น และยกไหล่ หลัง และลำตัวด้านบนขึ้นด้วยแขนเดียวเท่านั้น อาจจะทำท่านี้ข้างละ 15 ครั้ง แล้วสลับไปทำอีกข้าง ช่วยให้กล้ามแขนบนตึงกระชับขึ้นได้หากทำเป็นประจำ

5.การหมุนข้อมือ ชูมือขึ้นแล้วหมุนๆ ร้องเพลงนี้แล้วหมุนตามได้เลยค่ะ เปลี่ยนจากหมุนตัวเป็นหมุนแขนหมุนข้อมือเข้าออกและขึ้นลงแทน ถ้าจะให้ดีถือขวดน้ำหรือสิ่งของไว้ในมือ จะได้ช่วยสร้างแรงต้านได้มากขึ้น เพื่อกล้ามเนื้อจะได้ออกแรงและกระชับขึ้น

หากสาวๆอยากมีต้นแขนที่เรียวสวยแบบเร่งด่วน เรามีตัวช่วยให้กับสาวๆค่ะ อิสสวีร์คลินิก เรามีทางลัดให้กับสาวๆ ที่อยากอยากมีต้นแขนที่สวยไม่มีไขมันส่วนเกิน ด้วยการดูดไขมันต้นแขน ทางคลินิกยินดีให้คำปรึกษา มีทีมแพทย์ที่ผ่านการดูดไขมันมามากกว่า 3,000 เคส มั่นใจได้ถึงความปลอดภัยแน่นอนค่า หรือเลือกชมรีวิวดูดไขมันต้นแขนกันก่อนได้เลยนะคะ

การรักษาสายตาที่เกิดความผิดปกติ มีเทคนิคใดน่าสนใจบ้าง

การแก้ปัญหาสายตามีด้วยกันหลายวิธี ซึ่งวิธีที่นิยมกันมากที่สุดก็จะเป็นการทำเลสิก และ PRK เราไปทำความรู้จักกับ 2 เทคนิคการรักษาปัญหาสายตากันดีกว่าครับ

1. PRK (Photorefractive Keratectomy) คือ วิธีการรักษาภาวะสายตาผิดปกติโดยแสงเลเซอร์ วิธีหนึ่งเริ่มมีการใช้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 80 และยังคงใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นการใช้แสงเลเซอร์ที่คำนวณได้ไปปรับแต่ความโค้งของกระจกตาโดยตรง โดยไม่มีขั้นตอนการเปิดผิวกระจกตาเหมือนการทำเลสิค

2. เลสิก LASIK (Laser Assisted In Situ Keratomileusis) คือ วิธีการรักษาภาวะสายตาที่เกิดความผิดปกติโดยใช้แสงเลเซอร์เลสิคชนิดเดียวกันกับ PPK แต่มีความแตกต่างกันของ Technique และขั้นตอนการทำ ซึ่งทั้งวิธีทำเลสิกและ PRK นี้ มีข้อดีและข้อจำกัดในตัวเองจึงเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพตาและสายตาของแต่ละราย

ข้อดีของการรักษาด้วยการทำ PRK
1. ช่วยลดภาวะตาแห้ง และ เป็นทางเลือกของผู้ที่มีน้ำตาน้อย
2. เหมาะสำหรับเป็นทางเลือกผู้ที่มีปัญหากระจกตาบาง
3. ไม่มีปัญหาภาวะแทรกซ้อมจากขั้นตอนการแยกชั้นกระจกตา

ข้อดีของการรักษาด้วยเลสิค LASIK
1. เลสิกเหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาสั้นน้อย ถึงสั้นมาก
2. ทำเลสิกใช้เวลาในการพักฟื้นน้อย
3. ทำเลสิคมีอาการเจ็บระคายเคืองน้อย

สิ่งที่ต้องปฏิบัติหลังจากทำเลสิก LASIK และ PRK
หลังทำการรักษาโดยเลสิคหรือ PRK เสร็จแพทย์จะใส่ฝาครอบตาไว้ตลอดคืนห้ามเปิดออกในคืนแรกของการรักษา ห้ามขยี้ตาจนกว่าจะพบแพทย์ในวันรุ่งขึ้นและท่านจะต้องใส่ฝาครอบตาทุกคืน เป็นเวลา 7 คืน เพื่อป้องกันการเกาและขยี้ตาตอนกลางคืนโดยไม่รู้ตัว ส่วนกลางวันท่านอาจสวมแว่นตาเพื่อป้องกันดวงตาจากแสงแดด ฝุ่นละออง และการถูกกระแทก

หลังการทำเลสิกหรือ PRK วันแรก แพทย์จะตรวจดูความเรียบร้อยของแผลและแนะนำวิธีการดูแล ดวงตาของท่าน
วันที่ 3 หรือ 4 ของการรักษาแพทย์จะนัดมาตรวจความเรียบร้อยของแผล เมื่อแผลหายสนิทดีแล้วแพทย์จะถอดคอนแทคเลนส์ออก (ในกรณีทำโดยวิธี PRK)

ที่ Laservision มีเทคนิคการแก้ปัญหาสายตาหลากหลายให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นวิธีการรักษาด้วย PRK ( Photokeratoplasty ) หรือ วิธีการรักษาด้วย เลสิกไร้ใบมีด (FemtoLASIK)

ดูหนุ่มกระชากวัยจนใครก็ทัก ด้วยนวัตกรรมปลูกผมถาวร

ปัญหาหัวล้าน หัวเถิก ผมร่วง ไม่ใช่เรื่องใหญ่ และไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพกายแต่อย่างไร แต่ก็เป็นเรื่องที่คอยกวนใจอยู่เสมอ แถมยังทำให้เสียบุคลิกอีกด้วย เพราะการที่เป็นคนหัวล้าน หัวเถิก ตั้งแต่อายุยังน้อยส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพของเราเป็นอย่างมาก ทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเองที่อาจส่งผลต่อการทำงาน รวมไปถึงมีปัญหาเรื่องอกหักรักคุดตามมาอีกด้วย ปัญหาหัวล้าน หัวเถิกเป็นเรื่องที่ผู้ชายทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วแต่ความโชคดีของแต่ละคนว่าจะเริ่มมีอาการหัวล้าน หัวเถิกกันที่อายุเท่าไร เนื่องจากเป็นปัญหาที่สืบทอดกันมาทางพันธุกรรมและฮอร์โมนเพศชายที่มีในผู้ชายและผู้หญิงที่ทุกคนต้องมีตามธรรมชาติทุกคนตาธรรมโดยในผู้ชายจะมีฮอร์โมนเพศชายตัวหลักที่มีชื่อว่าเทสโทสเตอโรน  ที่จะถูกเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนเพศชายอีกตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า DHT โดยเอนไซม์ 5-alpha reductase ที่รากผม ซึ่งฮอร์โมน DHT นี้เป็นตัวการที่ไปทำให้เส้นผมค่อย ๆ มีขนาดเล็กลงและหายไปจากหนังศีรษะในที่สุดทำให้ผมบาง หัวเถิก และล้านในที่สุด ซึ่งวิธีการใด ๆ ก็รักษาผมร่วงได้ไม่ดีเท่ากับการปลูกผม เมื่อมีนวัตกรรมการปลูกผมถาวรเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ ทำให้ผู้ชายหลายคนที่ไม่อยากแก้ปัญหาด้วยการกินยาเพียงอย่างเดียวที่ให้ผลลัพธ์ได้เพียงระดับหนึ่ง จึงเริ่มหันมารักษาผมร่วงด้วยการปลูกผมถาวรเพื่อผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้น และในบางคนก็ถือโอกาสปรับรูปลักษณ์และบุคลิกใหม่ผ่านการปลูกผม ซึ่งการปลูกผมถาวรนั้นสามารถออกแบบแนวเส้นผมให้ใบหน้าดูได้สัดส่วนมากขึ้น และเมื่อมีผมในส่วนที่หายไปอีกครั้งก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจ ดูหนุ่มกระชากวัย จนใครก็ทัก

อยากดูหนุ่มกระชากวัย นวัตกรรมการปลูกผมถาวรช่วยได้ : https://www.nidaskincosmetic.com/th/บริการ/ฟื้นฟูปัญหาเส้นผม/ปลูกผมถาวร-ur-cell-hair-micro-transplant